ไลฟ์สไตล์ D — 07 พฤษภาคม 2013
เพลงชาติ

ตั้งแต่มนุษย์แบ่งแยกกันเป็นชาติต่าง ๆ มีขอบเขตของประเทศแน่ชัด เริ่มกำหนดให้มีความแตกต่างระหว่างชาติของตนเองและชาติอื่น ๆ นอกจากเขตแดน สีผิว ภาษา วัฒนธรรม วันชาติ และธงชาติแล้ว สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติได้ชัดเจนที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพลงชาติ เป็นเพลงบทเดียวที่คนในชาตินั้น ๆ ต้องเข้าใจความหมายและร้องให้เป็น
เพลงชาติของแต่ละประเทศ พัฒนาขึ้นค่อนข้างสมบูรณ์ในประเทศแถบยุโรปเมื่อประมาณเกือบ 200 ปีที่ผ่านมา เนื้อร้องของเพลงชาติบ่งบอกถึง

วัฒนธรรมและความนึกคิดของชาตินั้น ๆ แบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
1.ความงดงามของธรรมชาติบ้านเกิด
2.ปลุกเร้าจิตใจให้ต่อสู้ปกป้องแผ่นดิน
3.เชิดชูความยิ่งใหญ่ของชนชาติ
4. สรรเสริญพระบารมีของพระมหากษัตริย์
5. ส่งเสริมความสามัคคีในชาติ

ส่วนทำนองเพลง บ้างก็ประพันธ์ขึ้นบนรากฐานทำนองเพลงพื้นเมืองของชาตินั้น ๆ บ้างก็ประพันธ์ขึ้นมาใหม่ เพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุด คือเพลง Het Willem ของเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2112

เพลงชาติที่ใหม่ล่าสุด คือเพลงชาติเนปาล เริ่มใช้เมื่อ 3 สิงหาคม 2550 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ

เพลงชาติที่ยาวที่สุด คือเพลงชาติกรีซ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 158 ท่อน (ตามสถิติไม่นับเวลาบรรเลง แต่นับที่คำร้อง)

เพลงชาติที่สั้นที่สุด คือเพลงชาติญี่ปุ่น มีเพียง 4 บรรทัดเท่านั้น

เพลงชาติที่ไม่มีเนื้อร้องคือ เพลงชาติสเปน ชื่อ La Marche Real หรือ The Royal March

เพลงชาติที่เปลี่ยนเนื้อร้องบ่อยที่สุด คือเพลงชาติเยอรมัน

เพลงชาติที่เปลี่ยนทำนองบ่อยครั้ง มีหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศนั้นๆ

เพลงชาติที่หลายประเทศใช้ร่วมกันก็คือ God Save The Queen เพราะเป็นเพลงประจำของเครือจักรภพทั้งหมดทุกประเทศ

เพลงชาติที่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ต่อการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม คือเพลงชาติฝรั่งเศส La Marseillaise

เพลงที่(เกือบ) เป็นเพลงชาติอิตาลี และผู้รักความเป็นธรรมในประเทศแถบยุโรปมักขับร้องในการทำกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิความชอบธรรมต่างๆ คือ เพลง Va Pensiero

เพลงชาติในโลกเพลงเดียวที่ประชาชนในชาติต้องยืนตรง (บางรัฐบาลถึงกับให้รถยนต์บนถนนหยุดวิ่ง ณ เวลานั้น) เพื่อขับร้องทุกเช้าและเย็น โดยไม่มีวาระพิเศษใด ๆ คือเพลงชาติไทย ที่พิเศษอีกข้อคือ ชาติอื่น ๆ ขับร้องเพลงชาติขณะชักธงขึ้นสู่ยอดเสา แต่เพลงชาติไทยใช้ขับร้องขณะนำธงลงจากเสาอีกด้วย (เวลา 18.00 น.) นอกจากนั้น เพลงชาติไทยยังใช้เป็นมาตรฐานตรวจสอบความเป็น “คนไทย”สำหรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองด้วย

ประวัติเพลงชาติไทย
เพลงชาติไทยที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เป็น เพลงชาติไทยลำดับที่ 7 ซึ่งประกาศใช้ในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย รัฐนิยมฉบับที่ 6 เมื่อ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482 ประพันธ์ทำนองโดย พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) หรือชื่อเดิม ปีเตอร์ ไฟท์ (Peter Feit) ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ประพันธ์เนื้อร้องโดย พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

ก่อนหน้านั้น มีเพลงชาติไทยที่ใช้มาแล้ว 6 เพลง เริ่มต้นระหว่าง พ.ศ. 2395 – 2414 ใช้ทำนองเพลง God Save the Queen ในการฝึกทหารของไทย ใช้แบบอย่างของประเทศอังกฤษหมด ดังนั้นเพลง God Save the Queen จึงใช้เป็นเพลงเกียรติยศ ถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ ใช้สำหรับกองทหารไทยในระหว่างปี พ.ศ. 2395 ถึง 2414 เรียกกันว่า “เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ” แต่ต่อมาเมื่อ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่แล้วเรียกชื่อว่า เพลงจอมราชจงเจริญ ซึ่งถือเป็นเพลงชาติลำดับที่ 1 อันมีคำร้องว่า
“ความสุขสมบัติทั้งบริวาร เจริญพละ ปฏิภาณผ่องแผ้ว จงยืนพระชน…มาน นับรอบร้อย แฮ มีพระเกียรติเพริศแพร้ว เล่ห์ เพี้ยง จันทร”
ต่อมาปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้นสิงคโปร์ยังคงเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ กองทหารดุริยางค์สิงคโปร์จึงบรรเลงเพลง God Save the Queen เพื่อถวายความเคารพ

เมื่อเสด็จนิวัติพระนคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีว่าประเทศมีความจำเป็นจะต้องมีเพลงชาติที่เป็นของตัวเอง เพื่อแสดงถึงความเป็นเอกราชของชาติ จึงได้โปรดเกล้าให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษาหาเพลงชาติที่มีความเป็นสยามประเทศ มาใช้แทนเพลง God Save the Queen คณะครูดนตรีไทยได้เลือก “เพลงทรงพระสุบิน” หรือเรียกอีกอย่างว่า “เพลงบุหลันลอยเลื่อน” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ให้มีความเป็นสากลขึ้นโดยนาย เฮวุดเซน (Heutsen) นับเป็นเพลงชาติไทยฉบับที่สอง ใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.ศ. 2414 -2431

เพลงชาติไทยฉบับที่สาม คือ เพลง “สรรเสริญพระบารมี” (ฉบับปัจจุบัน) ประพันธ์โดย ปโยตร์ ชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย คำร้องเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติในระหว่างปี พ.ศ. 2431 – 2475 และได้ออกบรรเลงครั้งแรกที่ศาลายุทธนาธิการในปีเดียวกัน ต่อมาทรงนิพนธ์เนื้อร้องของเพลงนี้อีกหลายเนื้อร้องเพื่อขับร้องในกลุ่มต่าง ๆ กัน เช่น ทหาร นักเรียนชาย นักเรียนหญิง เป็นต้น แต่มีเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอีกสำนวนหนึ่งที่เป็นพระนิพนธ์ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ สำนวนนี้เป็นสำนวนสำหรับทหารเรือขับร้องโดยเฉพาะ

เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับปัจจุบันนั้น เดิมทีเป็นเนื้อร้องที่พระองค์ได้นิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีลงสรงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเพลงสรรเสริญพระบารมี มานิพนธ์คำร้องขึ้นใหม่ โดยทรงรักษาคำร้องเดิมเอาไว้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นแต่ทรงเปลี่ยนคำร้องในท่อนสุดท้ายว่า ฉะนี้ ให้เป็น ชโย และประกาศใช้ ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ได้ใช้ในฐานะเพลงชาติอีกต่อไป แต่ยังคงใช้ในฐานะของเพลงถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์ มีอยู่ช่วงหนึ่งมีการตัดทอนเพลงนี้ให้สั้นลง แต่ได้ยกเลิกการใช้แล้ว

เพลงชาติไทยฉบับที่สี่ คือ เพลง “ชาติมหาชัย” ใช้เป็นเพลงชาติในระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 โดยอาศัยทำนองเพลงมหาชัย ส่วนคำร้องนั้นประพันธ์โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อใช้ขับร้องและบรรเลงปลุกเร้าใจประชาชน ก่อให้เกิดความรักชาติและสร้างความสามัคคีในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ต่อมาดำริจะให้มีเพลงชาติแบบสากล จึงได้มีการมอบหมายให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) แต่งทำนองเพลงชาติฉบับแรกขึ้น โดยมีขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แต่งคำร้อง

เพลง “ชาติมหาชัย”
คำร้อง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
ทำนอง เพลงมหาชัย
สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ
ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย
เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน วางธรรมนูญสถาปนาพาราใหม่
ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า

ที่ไม่อาจจะกล่าวข้ามไป คือ
เพลง 24 มิถุนา ซึ่งประพันธ์โดย มนตรี (บุญธรรม) ตราโมท เมื่อ พ.ศ. 2483 และเคยใช้บรรเลงและขับร้องในวันชาติไทย (เดิม) ระหว่าง พ.ศ. 2481 ถึง 2505 เนื้อร้องมีว่า

๒๔มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบอารยะประชาธิปไตย
ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
สำราญ สำเริง รื่นเริง เต็มที่
เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย

ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย
ถ้าแม้ว่าชีวิตมลายร่างกายก็เป็นปฏิกูล
พวกเราต้องร่วมรักพิทักษ์ไทยไพบูลย์
อีกรัฐธรรมนูญคู่ประเทศไทย
เสียกายเสียชนม์ยอมทนเสียได้
เสียชาติประเทศไทยอย่ายอมให้เสียเลย
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย

เพลงชาติไทยฉบับที่ห้า คือ เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์ทำนอง คำร้องประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.ศ. 2475 – 2477 ในปีพุทธศักราช 2477 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร (พระยศในขณะนั้น) ทรงเป็นประธาน มีกรรมการท่านอื่น ๆ ดังนี้คือ พระเรี่ยมวิรัชพากย์ พระเจนดุริยางค์ หลวงชำนาญนิติเกษตร จางวางทั่ว พาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเพลงชาติโดยเฉพาะผลการตัดสินปรากฏว่า เพลงที่ได้รับคัดเลือกคือ ฉบับที่ประพันธ์โดย จางวางทั่ว พาทยโกศล

สำหรับเพลงชาติแบบไทยฉบับนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่าเพลงชาติ “แบบไทย” นั้น ท่านผู้แต่งได้ดัดแปลงทำนองมาจากเพลงหน้าพาทย์สำคัญของไทยที่มีชื่อว่าเพลง “ตระนิมิตร” ให้สามารถบรรเลงเป็นทางสากลได้ ซึ่งเพลง “ตระนิมิตร”นี้ เป็นเพลงที่ถือว่าเป็นเพลงครู นักดนตรีจะใช้บรรเลงในพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น งานไหว้ครู บรรเลงเป็นการอัญเชิญครูบาอาจารย์เทวดาทั้งหลายมาประชุมกันเพื่อความเป็น สิริมงคล ดังนั้นจึงมีความหมายอันควรแก่การเคารพนับถือ เป็นสิริมงคลเหมาะสมที่จะใช้เป็นเพลงชาติไทยได้ เพลงชาติฉบับนี้ได้ใช้เป็นเพลงบรรเลงออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการอย่างเป็นทางการอยู่ระยะหนึ่ง ส่วนเพลงชาติในแบบสากลฉบับของ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) นั้นก็ยังคงนำมาใช้บรรเลงอยู่ด้วยในหลาย ๆ โอกาสเช่นกัน จึงอาจจะกล่าวได้ว่าในยุคนั้นประเทศสยาม มีเพลงชาติถึง 2 แบบ 2 ทำนอง ต่อมาภายหลังคณะกรรมการชุดเดียวกันนี้ได้มีการพิจารณาว่าให้ใช้เพลงชาติ เพียงเพลงเดียวคือให้ยกเลิกเพลงชาติ “แบบไทย” และเลือกเพลงชาติตาม “แบบสากล” ให้คงไว้ใช้ต่อไป

เมื่อ สรุปทำนองหลักของเพลงชาติไทยได้แล้ว ทางคณะกรรมการฯจึงได้จัดให้มีการประกวดบทร้องขึ้นใหม่ ซึ่งคณะกรรมการฯได้พิจารณาให้รางวัลแก่บทร้อง 2 ฉบับ คือบทร้องของ นายฉันท์ ขำวิไล และบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา

เพลงชาติฉบับที่หก คือ เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ที่เพิ่มคำร้องของนายฉันท์ ขำวิไล เข้าต่อจากคำร้องของขุนวิจิตรมาตรา ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.ศ.2477 – 2482 เป็นเพลงชาติที่เป็นฉบับของทาง “ราชการ” ฉบับแรก และในปี พุทธศักราช 2482 รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ สยาม” มาเป็น “ประเทศไทย” ทำ ให้เกิดการแก้ไขเนื้อร้องใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยประกาศให้ยื่นประกวดเนื้อเพลงที่แต่งให้เข้ากับทำนองเพลงชาติที่มีอยู่เดิม มีรางวัลให้ผู้ชนะเป็นเงิน 1,000 บาท เนื้อร้องเพลงชาติที่ชนะประกวดมีความยาวมาก จึงได้ตัดตอนแบ่งการร้องออกเป็นช่วงเช้าและช่วงเย็น ช่วงละ 2 บท พอมาตอนหลังจึงตัดตอนเหลือเฉพาะเพลงบรรเลงเท่านั้น

อนึ่ง มีข้อสันนิษฐานว่า พระเจนดุริยางค์ได้ประพันธ์เพลงชาติไทยจากพื้นฐานทำนองเพลงฝรั่งเศสชื่อ Ah! Vous dirais-je Maman ซึ่งต่อมาได้มีผู้ใส่เนื้อร้องเพลงภาษาอังกฤษ แล้วตั้งชื่อทำนองเพลงนั้นว่า Twinkle Twinkle Little Star และ เพลงฝึกหัดท่องจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่หลายท่านอาจจะคุ้นหู คือเพลง A B C D…….

เพลงชาติไทย ฉบับพิสดาร
คำร้อง สง่า กาญจนาคพันธุ์ และฉันท์ ขำวิไล
ทำนอง พระเจนดุริยางค์
แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา รวมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี ไทยพลีชีวิตร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยโบราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือเจดีย์ที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย
เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
ถึงแม้ไทย ไทยด้อยจนย่อยยับ ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา นั้นมิใช่ว่า จะขัดสนหมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสรเสรี เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น ว่าไทยมันรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย สยามมิวายผู้มุ่งหมายเชิดชัยไชโย”

ในเดือนกันยายนปีเดียวกันนั้นเอง ผลปรากฏว่าผู้ชนะได้แก่เนื้อร้องที่ประพันธ์โดย นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ซึ่งส่งเข้าประกวดในนามของกองทัพบก คณะกรรมการได้คัดเลือกบทเนื้อร้องของหลวงสารานุประพันธ์เสนอให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัย และพิจารณาลงมติรับเนื้อร้องของบทเพลงนั้น โดยแก้ไขไปบ้างตามความเหมาะสม รัฐบาลได้ประกาศใช้เป็นเพลงชาติไทยฉบับปัจจุบัน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482 ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันจนถึงทุกวันนี้

เพลงชาติไทยในปัจจุบัน
ทำนอง : พระเจนดุริยางค์
คำร้อง : นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัยชโย

 

 

โดย ครูดุษ”

Related Articles

Share

About Author

(0) ความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>